ย้อนไปได้ราว 1,800 ปี ก่อนคริสตกาล เกิดความขัดแย้งและแย่งชิงอำนาจของจักวรรดิใหญ่ ตั้งแต่ ฮิตไทต์ อัสซีเรียน อาเคมินีดเปอร์เซีย และซีลูอิด ในพื้นที่ตอนกลางของอนาโตเลีย หรือภูมิภาคคัปปาโดเกียของตุรกีในปัจจุบัน ผู้คนอพยพหนีภัยการเมืองไปหลบซ่อนตามถ้ำและอุโมงค์ธรรมชาติในที่ห่างไกล ล้อมรอบด้วยแท่งหินสูงตระหง่านปลายแหลม และนี่คือจุดเริ่มต้นของ เกอเรเม (Göreme)

เกอเรเม มีพื้นที่กว้างราว 1,000 ตารางกิโลเมตร เป็นจุดที่มีลักษณะแปลก เพราะมีผาหินและแท่งหินแหลมจำนวนมากผุดขึ้นมาจากพื้นดิน เรียกกันว่า ฮูดู หรือ ปล่องไฟนางฟ้า (Fairy Chimney) เกิดจากการก่อตัวของชั้นหินและการสะสมของแร่ธาตุ จนเป็นแท่งหินสูงและปลายแหลมคล้ายพีระมิด

ด้วยความแปลกตา สงบและไกลผู้คน กลุ่มนักบวชจึงเริ่มเข้ามาสร้างอารามในช่วงที่คริสตศตวรรษที่ 4 และต่อมาในสมัยที่โรมันมีอำนาจ ศาสนาคริสต์ได้เข้ามาแทนที่และกลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของคริสเตียน กระทั่งในช่วงกลางคริสศตวรรษที่ 9 ชาวบ้านสร้างเมืองเล็ก ๆ ขึ้นเป็นที่อยู่อาศัย รวมทั้งสร้างอารามใต้ดิน ประดับด้วยภาพเขียนเพื่อบูชาพระเจ้า

ทว่าเมืองอันเงียบสงบและแท่งหินแหลมที่เป็นปราการธรรมชาติเพื่อป้องกันภัยจากผู้รุกราน กลับกลายเป็นศัตรูที่อันตรายที่สุดต่อผู้คนในเมือง และผู้คนในเจ็บป่วยล้มตายกันมาตลอด สมัยโบราณย่อมไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไรและคงคิดว่าเป็นสาเหตุธรรมชาติ แต่ความกระจ่างมาปรากฏในปัจจุบัน โดยภัยนั้นนั้นคือ อีริโอไนต์ (Erionite) เส้นใยแร่ธรรมชาติลักษณะคล้ายแร่ใยหิน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต หากสูดดมเข้าไปเป็นระยะเวลานานจะก่อให้เกิดโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอด และแทบไม่มีใครอาศัยอยู่ในเมืองแล้ว

ดังนั้น ที่แห่งนี้แม้เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็เมืองที่ถูกสาปในเวลาเดียวกันก็เป็นได้….
ปัจจุบัน เกอเรเม จัดเป็นอุทยานแห่งชาติ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 1985 และอุทยานแห่งชาติเกอเรเมกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเลื่องชื่อแห่งตุรกี โดยเฉพาะการขึ้นบอลลูนชมวิวเมืองจากเบื้องบน แต่ก็สามารถเข้าไปสัมผัสความตระการตาได้ด้วยการนั่งรถบัสเที่ยวชมเมืองได้เช่นกัน